แม้การพนันจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนไม่น้อย ทั้งในรูปแบบหวยพนันบอลใต้ดิน ไพ่ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ แต่หากมองไปที่เวทีการเมืองระดับชาติ เราจะพบว่า ประเด็นนี้กลับถูกพูดถึงน้อยมากเมื่อเทียบกับประเด็นเศรษฐกิจ ปากท้อง ปฏิรูปการศึกษา หรือระบบสวัสดิการสังคม ทั้งที่เกี่ยวข้องกับรายได้รัฐ เศรษฐกิจฐานราก และปัญหาสังคมโดยตรง
บทความนี้ชวนมองเชิงลึกอย่างเป็นระบบ ว่าเหตุใดการพนันจึงเป็น“เรื่องใหญ่ในชีวิตจริง แต่เป็นเรื่องเล็กในเวทีการเมือง”พร้อมชี้ให้เห็นโอกาสเชิงสร้างสรรค์ หากสังคมไทยสามารถถกเถียงเรื่องนี้บนฐานข้อมูลและเหตุผลอย่างรอบด้านมากขึ้น
ภาพรวม: การพนันในสังคมไทยวันนี้
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมการเมืองไม่ค่อยพูดถึง เราควรมองภาพรวมของการพนันในชีวิตคนไทยเสียก่อน
- การพนันอย่างเป็นทางการเช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล และการแทงม้าบางรูปแบบที่อยู่ภายใต้กฎหมาย
- การพนันที่ผิดกฎหมายเช่น บ่อนใต้ดิน พนันฟุตบอลผิดกฎหมาย พนันออนไลน์ที่ไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ
- การพนันเชิงวัฒนธรรมที่มักปรากฏในงานวัด งานเทศกาล หรือการละเล่นพื้นบ้านบางชนิด
ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า การพนันไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมเล็ก ๆ เฉพาะกลุ่ม แต่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไม่เป็นทางการเครือข่ายผลประโยชน์ และวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นการที่เรื่องใหญ่ระดับนี้แทบไม่ถูกถกเถียงในเวทีการเมือง จึงนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
มิติประวัติศาสตร์: จากการเปิดบ่อนสู่การกวาดล้าง
หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยอธิบายความเงียบทางการเมืองเรื่องการพนัน คือมิติทางประวัติศาสตร์และความทรงจำร่วมของสังคมไทย
จากยุคที่รัฐเปิดบ่อนเอง
ในอดีต ไทยเคยมีช่วงเวลาที่การพนันบางประเภทถูกเปิดอย่างเป็นทางการ และรัฐมีบทบาทสำคัญในการควบคุมและจัดเก็บรายได้จากบ่อนการพนัน สิ่งนี้ทำให้ภาพของการพนันในบางช่วงเวลา ถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้รัฐและเป็นเครื่องมือด้านการคลัง
สู่ยุคปราบปรามและความเชื่อด้านศีลธรรม
ต่อมาเมื่อสังคมเปลี่ยนผ่าน แนวคิดด้านศีลธรรมและธรรมาภิบาลของรัฐเริ่มเข้มข้นขึ้น การพนันถูกผูกโยงกับภาพลักษณ์ด้านลบ เช่น การล้มละลายของครอบครัว อาชญากรรม และการทุจริต จนนำไปสู่กระบวนการปราบปรามและจำกัดรูปแบบการพนันอย่างเข้มงวดเหลือเพียงบางอย่างภายใต้การดูแลของรัฐ เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล
ความทรงจำทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ทำให้การพูดเรื่องการพนันในเชิง “ผ่อนคลายกฎ”มักถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงทางการเมือง เพราะอาจถูกโจมตีได้ง่ายว่าเป็นการส่งเสริมอบายมุข ทั้งที่ในอีกด้านหนึ่ง การห้ามอย่างเด็ดขาดก็มีต้นทุนและปัญหาของมันเอง
กรอบกฎหมาย: การพนันเป็นเรื่อง “ผิดกฎหมายโดยโครงสร้าง”
ประเทศไทยมีกฎหมายหลักที่ควบคุมเรื่องการพนัน คือกฎหมายที่กำหนดให้การพนันส่วนใหญ่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ยกเว้นบางรูปแบบที่ได้รับอนุญาตโดยเฉพาะ เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือการแข่งม้าบางสนาม
กรอบกฎหมายเช่นนี้ทำให้เกิดผลตามมาหลายประการที่ส่งผลต่อการเมือง
- ทำให้การพนันถูกผลักไปอยู่ใน “ความมืด”– หลายกิจกรรมเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ถูกพูดถึงอย่างเปิดเผย
- ข้อมูลเชิงระบบหายาก– เมื่อกิจกรรมจำนวนมากผิดกฎหมาย การเก็บข้อมูลเชิงลึกอย่างเป็นระบบจึงทำได้จำกัด
- ผูกโยงกับเศรษฐกิจนอกระบบ– เกิดระบบผลประโยชน์ซ้อนทับกับโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน
เมื่อเรื่องหนึ่งถูกนิยามว่าเป็น “ของผิดกฎหมาย” ตามโครงสร้างพื้นฐาน การหยิบยกขึ้นมาพูดในเวทีการเมืองก็ยิ่งอ่อนไหว นักการเมืองจำนวนมากจึงเลือก“ไม่แตะต้อง”เพื่อลดความเสี่ยงทางภาพลักษณ์
ทำไมพรรคการเมืองจึงไม่ค่อยชูประเด็นการพนัน
หากมองจากมุมของพรรคการเมืองและนักการเมืองแต่ละคน จะเห็นว่ามีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้การพนันกลายเป็นประเด็นที่ไม่ดึงดูดให้หยิบมาเป็นนโยบายหลัก
| ปัจจัย | ผลต่อการตัดสินใจของนักการเมือง |
|---|---|
| ความอ่อนไหวด้านศีลธรรมและศาสนา | กลัวถูกโจมตีว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนอบายมุข หรือทำลายค่านิยมดั้งเดิม |
| ความเสี่ยงต่อฐานเสียง | กลุ่มผู้สนับสนุนบางส่วนอาจไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ทำให้สูญเสียคะแนนนิยม |
| ภาพลักษณ์ด้าน “ความดีงาม” ของผู้นำ | นักการเมืองมักต้องการรักษาภาพลักษณ์ที่เคร่งครัดด้านศีลธรรม |
| ความซับซ้อนของผลกระทบ | เกี่ยวข้องทั้งรายได้รัฐ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และปัญหาสังคม ทำให้ต้องมีข้อมูลรองรับจำนวนมาก |
| โครงสร้างผลประโยชน์ที่ไม่โปร่งใส | การแตะประเด็นนี้อาจชนกับกลุ่มอิทธิพลหลายฝ่าย จึงต้องใช้ต้นทุนการเมืองสูง |
| ประเด็นเร่งด่วนอื่นที่ดังกว่า | เรื่องปากท้อง ค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน มักถูกจัดลำดับความสำคัญสูงกว่า |
1. ประเด็นศีลธรรมที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ
ในสังคมไทย การพนันมักถูกพูดถึงควบคู่กับคำว่าอบายมุขทำให้ถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดศีลธรรมโดยอัตโนมัติ เมื่อใดที่พรรคการเมืองเสนอแนวคิดที่อาจถูกตีความได้ว่า “ผ่อนปรน” ต่อการพนัน ก็เสี่ยงจะถูกโจมตีในทันที
ในทางการสื่อสารเชิงการเมือง การต้องมาตั้งต้นอธิบายว่า “ทำไมเราพูดเรื่องการพนัน” มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เสียเปรียบ พรรคการเมืองจำนวนมากจึงเลือกเน้นเรื่องที่สื่อสารเชิงบวกได้ง่ายกว่า เช่น นโยบายลดค่าครองชีพ หรือการสร้างงาน
2. ความซับซ้อนของข้อมูลและผลกระทบ
การพนันไม่ได้มีมิติเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายด้านพร้อมกัน เช่น
- รายได้ภาษีและรายได้แผ่นดิน
- ผลกระทบต่อครอบครัวและสุขภาพจิต
- อาชญากรรมและหนี้นอกระบบ
- การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
- เทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ข้ามชาติ
การจะนำเสนอจุดยืนแบบใดแบบหนึ่งอย่างชัดเจน จึงต้องมีฐานข้อมูล การประเมินผลกระทบ และทางเลือกเชิงนโยบายที่รอบด้าน ซึ่งใช้ทั้งเวลาและทรัพยากร พรรคการเมืองที่มีเวลาจำกัดในการหาเสียงอาจมองว่าการลงทุนลงแรงกับประเด็นนี้ไม่คุ้มกับคะแนนนิยมเท่ากับการพูดถึงเรื่องที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจได้ง่ายกว่า
3. โครงสร้างผลประโยชน์และความไม่โปร่งใส
เมื่อการพนันจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ผิดกฎหมายหรือกึ่งผิดกฎหมาย ย่อมมาพร้อมกับโครงสร้างผลประโยชน์ที่ซับซ้อนและไม่เปิดเผย การแตะต้องประเด็นนี้ในเชิงนโยบายอย่างจริงจัง อาจหมายถึงการเผชิญหน้ากับกลุ่มอำนาจหลายระดับซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงสำหรับนักการเมือง
ด้วยเหตุนี้ พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยจึงมองว่า“การไม่พูดถึง อาจปลอดภัยกว่า”แม้ในเชิงนโยบายระยะยาวแล้ว การไม่พูดถึงก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป
มุมมองของสังคมและสื่อ: การพนันเป็น “เรื่องของคนอื่น”
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเด็นการพนันไม่ถูกยกระดับเป็นวาระทางการเมืองขนาดใหญ่ คือวิธีที่สังคมและสื่อมวลชนมองและเล่าเรื่องเกี่ยวกับการพนัน
การพนันในสายตาสาธารณะ
ในระดับครัวเรือน หลายคนอาจมีประสบการณ์กับการพนันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เมื่อพูดในที่สาธารณะ กลับมักถูกเล่าผ่านกรอบดังนี้
- เรื่องเล่าเชิงเตือนภัย ว่ามีคนหมดตัวเพราะการพนัน
- ข่าวอาชญากรรมเกี่ยวกับบ่อนหรือหนี้พนัน
- การมองว่าเป็นปัญหาส่วนบุคคลมากกว่าจะเป็นประเด็นเชิงโครงสร้าง
กรอบการเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้หลายคนรู้สึกว่า การพนันคือ“ปัญหาของคนบางกลุ่ม”ไม่ใช่เรื่องที่ต้องผลักดันในระดับนโยบายสาธารณะ จึงไม่กดดันให้พรรคการเมืองต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน
บทบาทของสื่อมวลชน
สื่อส่วนใหญ่มักเน้นเสนอข่าวการพนันในสองรูปแบบหลัก คือ
- ข่าวจับกุมบ่อนหรือเครือข่ายพนันออนไลน์
- ข่าวดราม่าซื้อหวย ถูกหวย หรือเรื่องแปลกเกี่ยวกับการเสี่ยงโชค
สิ่งที่พบไม่บ่อยนักคือการวิเคราะห์เชิงนโยบายเช่น สถานการณ์จริงของขนาดตลาดการพนัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างเป็นระบบ หรือการเปรียบเทียบรูปแบบการกำกับดูแลในประเทศอื่น ๆ เมื่อขาดเนื้อหาประเภทนี้ การถกเถียงในเวทีสาธารณะจึงมักวนเวียนอยู่แค่ระดับข่าวรายวัน ไม่ได้ยกระดับสู่การออกแบบนโยบายอย่างจริงจัง
เทรนด์ภูมิภาคและประสบการณ์ต่างประเทศ: ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไป
ในภูมิภาคเอเชียและระดับนานาชาติ หลายประเทศเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับการพนัน บางแห่งเน้นการอนุญาตภายใต้การกำกับดูแลเข้มงวด เพื่อให้เกิดรายได้ภาษีและควบคุมความเสี่ยง ในขณะที่บางแห่งยังคงเลือกจำกัดอย่างเข้มงวด
ประสบการณ์เหล่านี้ให้บทเรียนที่มีคุณค่าหลายประการต่อการออกแบบนโยบายในอนาคต ไม่ว่าจะอยู่ในทิศทางใด ตัวอย่างเช่น
- ความสำคัญของการแยกแยะระหว่างการพนันเพื่อการท่องเที่ยว กับการพนันในชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่น
- บทบาทของระบบกำกับดูแลที่โปร่งใสในการลดการทุจริตและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง
- มาตรการคุ้มครองผู้เล่นและกลุ่มเปราะบางเช่น ผู้เยาว์ หรือผู้ที่มีแนวโน้มเสพติดง่าย
- การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อตัดสินใจว่ารูปแบบใดเหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ
การเรียนรู้จากประเทศอื่นไม่ได้หมายความว่าต้องเดินตามแบบใคร แต่ช่วยให้สังคมไทยมีกรอบเปรียบเทียบที่ชัดเจนขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ประเด็นนี้ถูกนำเข้าสู่การถกเถียงทางสาธารณะอย่างจริงจัง
โอกาสเชิงนโยบาย: เมื่อความเงียบสามารถเปลี่ยนเป็นบทสนทนาที่สร้างสรรค์
แม้ในปัจจุบัน การพนันจะไม่ใช่ประเด็นหลักในเวทีการเมืองไทย แต่ความเงียบนี้ก็ซ่อนโอกาสเชิงบวกไว้หลายประการ หากสังคมเริ่มพูดคุยกันอย่างเป็นระบบและไม่ติดกรอบเดิม ๆ เพียงด้านเดียว
1. โอกาสสร้างระบบข้อมูลที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ
การเริ่มต้นพูดถึงการพนันอย่างเปิดเผยในเชิงนโยบาย สามารถนำไปสู่การจัดเก็บข้อมูลที่ดีขึ้น ทั้งด้านขนาดตลาด ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อครอบครัวและชุมชน เมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจน
- นักวิชาการสามารถวิเคราะห์และเสนอทางเลือกเชิงนโยบายได้แม่นยำขึ้น
- ภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคได้เหมาะสม
- สังคมสามารถถกเถียงจากข้อเท็จจริง แทนการยึดติดกับความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
2. โอกาสออกแบบนโยบายที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสังคม
เมื่อประเด็นการพนันถูกพูดถึงอย่างจริงจังในเวทีสาธารณะมากขึ้น ย่อมเปิดโอกาสให้เกิดการออกแบบนโยบายที่สมดุลและรอบด้านไม่ว่าจะเป็นแนวทางที่เข้มงวดหรือผ่อนปรนในระดับใดก็ตาม จุดสำคัญคือการออกแบบให้คำนึงถึง
- รายได้ของรัฐและศักยภาพทางเศรษฐกิจ
- การปกป้องกลุ่มเปราะบางและเยาวชน
- การลดบทบาทของอาชญากรรมและเศรษฐกิจนอกระบบ
- การสร้างระบบกำกับดูแลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
เมื่อนโยบายถูกออกแบบบนฐานความเข้าใจที่ลึกซึ้ง สังคมย่อมมีโอกาสสูงขึ้นในการลดผลเสีย และเพิ่มประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในกรอบที่รับผิดชอบ
3. โอกาสยกระดับวุฒิภาวะทางการเมืองของสังคม
การกล้าพูดถึงประเด็นที่อ่อนไหว อย่างการพนัน ในเชิงนโยบายที่มีเหตุผลและข้อมูลรองรับ คือก้าวสำคัญของการพัฒนาวุฒิภาวะทางการเมืองของสังคม เมื่อสังคมสามารถคุยกันในประเด็นยาก ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์
- บรรยากาศการถกเถียงสาธารณะจะมีคุณภาพมากขึ้น
- ประชาชนได้ฝึกคิดเชิงวิพากษ์ บนฐานเหตุผลและข้อมูล
- นักการเมืองมีแรงจูงใจในการเตรียมข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ลึกซึ้งขึ้น
ในระยะยาว สิ่งนี้ไม่เพียงเป็นผลดีต่อการจัดการเรื่องการพนันเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพการตัดสินใจเชิงนโยบายในประเด็นอื่น ๆ ด้วย
สรุป: จาก “เรื่องที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง” สู่ “ประเด็นที่ต้องการความเข้าใจเชิงลึก”
การพนันในประเทศไทยเป็นตัวอย่างชัดเจนของประเด็นที่มีผลกระทบสูง แต่เสียงสนทนาทางการเมืองต่ำเหตุผลสำคัญมาจากการผสมผสานของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม กฎหมาย โครงสร้างผลประโยชน์ และบรรยากาศการเมืองที่ทำให้ประเด็นนี้ถูกมองว่าอ่อนไหว
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองผ่านเลนส์ของการพัฒนาสังคมในระยะยาว ความเงียบไม่ได้หมายความว่าไม่มีโอกาส ตรงกันข้าม หากสังคมไทยสามารถ
- พูดถึงการพนันบนฐานข้อมูลและเหตุผล
- แยกแยะมิติศีลธรรมออกจากมิติการออกแบบกติกาที่เป็นธรรม
- เปิดพื้นที่ให้มีการวิจัยและข้อเสนอเชิงนโยบายที่หลากหลาย
การพนันอาจกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ที่ช่วยให้เราพัฒนาระบบนโยบายสาธารณะให้มีความโปร่งใส รอบคอบ และคำนึงถึงทั้งประโยชน์และความเสี่ยงอย่างสมดุล
ในมุมมองเชิงบวก ประเด็นที่เคยถูกมองว่า“แตะต้องยาก”อย่างการพนัน จึงอาจกลายเป็นเวทีใหม่ ที่ทำให้สังคมไทยได้ก้าวสู่การถกเถียงสาธารณะรูปแบบใหม่ที่ลึกซึ้ง สุขุม และสร้างสรรค์มากขึ้น ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยทันที แต่เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจที่ดีพอ ก่อนจะร่วมกันตัดสินใจอนาคตของกติกาทางสังคมในเรื่องนี้อย่างรับผิดชอบ